การเปลี่ยนพฤติกรรมจากการอ่านหนังสือสิ่งพิมพ์ธรรมดาไปเป็นการรับข่าวสารผ่านแท็บเล็ต อีกทั้งการเปิดเครื่องมือค้นหา และใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ในการทำการบ้าน นัดพบเปิด Google+ Hangout ถ่ายทอดสดให้คนทั่วโลกดูกิจวัตรของเรา ใช่ครับ โลกในปัจจุบันเปลี่ยนไปแล้ว และเปลี่ยนไปเยอะมากจนลืมไปว่าเราอยู่กันแบบเดิมอย่างไร

เด็กอายุ 3-5 ขวบ สามารถทำความเข้าใจ iPad ได้รวดเร็ว และดูเหมือนว่าจะเป็นสิ่งที่กำราบอาการงอแงของพวกเขาซะอยู่หมัด วัยรุ่นใช้เวลาในการหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูหน้าจอ และทำกิจกรรมกับมันชั่วโมงละไม่ต่ำกว่า 8-10 ครั้ง

หากสังเกตวัยรุ่นทุกวันนี้ จะพบว่า พวกเขาใช้เวลาคลุกคลีกับคอมพิวเตอร์มากกว่าหนังสือ และใช้เวลากับการออนไลน์ผ่านอินเทอร์เน็ตไม่ต่ำกว่า 8 ชั่วโมง บนทุกแพลตฟอร์ม รวมไปถึงสมาร์ทโฟน สมาธิของพวกเขามักจะจดจ่อกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งโดยไม่ละสายตาไปจากมัน

ทั้งได้เห็นช่วงอายุระหว่าง 18-25 ปี ที่ถือว่าเป็นช่วงวัยรุ่น ได้เปลี่ยนไปเป็นอายุ 30-45 ปีแทน หมายความว่า เจเนอเรชั่นหรือช่วงอายุของผู้คนได้ยกระดับขึ้น ยุคของคนที่คาบเกี่ยวกับสื่อสิ่งพิมพ์และคอมพิวเตอร์ได้กลายเป็นกลุ่มวัยกลางคน และผู้สูงอายุ ยุคของวัยรุ่นที่โตมาพร้อมกับประตูที่เปิดกว้างของเทคโนโลยีเริ่มกลายเป็นกลุ่มของวัยผู้ใหญ่ มีผลต่อเนื่องเป็นไปถึงกลุ่มวัยรุ่นหรือเยาวชนในยุคหลังด้วย เรากำลังก้าวสู่ยุคของวัฒนธรรมใหม่ที่เรียกว่า วัฒนธรรมหน้าจอ Teenagers to Screenagers

เมื่อใดที่ลูกของตนเริ่มงอแง การดูแลเอาใจใส่จากเดิมหายไป กลับหยิบเอา iPad ให้ลูก เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจไปจดจ่อกับสิ่งอื่นแทน

ข้อดีคือ ลดภาระของพ่อแม่ ลูกสามารถทำความเข้าใจ และพัฒนาศักยภาพในการรับรู้กับเทคโนโลยีตัวใหม่ได้เร็วขึ้น

ข้อเสียก็คือ เทคโนโลยีกำลังแย่งความรักไปจากมนุษย์ และยังมีผลทำให้สมาธิและอารมณ์ของเด็กสั้นจนเกินไปอีกด้วย

วัฒนธรรมหน้าจอที่ยกขึ้นมา ทำให้เด็กอยู่กับการตอบสนองที่รวดเร็วของเทคโนโลยี จนลืมว่าการรับรู้ของเด็กที่โตมากับเทคโนโลยีจะได้อิทธิพลของความต้องการตอบสนองแบบทันทีทันใด มากกว่าจะเก็บข้อมูลอย่างละเอียดถี่ถ้วนค่อยเป็นค่อยไป

การคลุกคลีกับเทคโนโลยีในวัยเด็กมีผลต่อภาวะทางความคิดของวัยที่เริ่มเติบโต หากสังเกตวัยรุ่นมัธยมปลาย หรือระดับที่กำลังศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัย จะพบว่ากลุ่มดังกล่าวพกโทรศัพท์มือถือหรือสมาร์ทโฟนเกือบทุกคน แทบจะไม่มีโอกาสได้ปิดเครื่องโทรศัพท์ได้นานเกินฟังก์ชั่นการ Restart เครื่อง หากจะหยุดได้นานที่สุดคือ 1-2 ชั่วโมง เวลาที่ทานข้าว และอยู่ในโรงภาพยนตร์เท่านั้น

แปลว่า หากเยาวชนในยุคดิจิตอลต้องการคำตอบ หรือข้อมูลในตอนไหน พวกเขาต้องได้ในตอนนั้น พวกเขาไม่ต้องการเสียเวลาเพียงไม่กี่นาทีในการรอข้อมูลในหน้ากระดาษ ที่ต้องอาศัยทักษะในการค้นหาและเปิดอ่าน คอนเทนต์ที่อยู่ในรูปแบบดิจิตอล มีฟังก์ชั่นการค้นหาที่รวดเร็ว ตอบโจทย์ภาวะความต้องการของพวกเขาได้มากกว่า รูปภาพ และวิดีโอ สามารถสื่อความเข้าใจได้รวดเร็วมากกว่าตัวอักษร และตัวหนังสือ

โลกดิจิตอลสร้างความคุ้นเคย และทำให้ภาวะที่ต้องอาศัยการรอคอย เช่น การเข้าคิว และการอ่านหนังสือแล้วคิดตามไม่ทันใจ พวกเขาเสพติดการเชื่อมต่ออย่าง การดูวิดีโอ และบทความ ผ่านการแบ่งปันของเพื่อนที่อยู่บนเครือข่ายมากกว่าจะออกไปค้นหาข้อมูล แล้วมาแบ่งปันซะเอง

ที่สำคัญ หลายอย่างที่พวกเขาไม่เข้าใจ สามารถหาคำตอบนั้นใน Google โดยไม่ได้คิดวิเคราะห์ถึงที่มาที่ไปอย่างถ่องแท้ อีกทั้งข้อมูลใน Google มีทั้งที่เหมาะสมกับเด็กและไม่เหมาะสมอยู่มากมาย หากจะใช้ฟังก์ชั่นพื้นฐานของระบบในการล็อก หรือปิดกั้นการเข้าถึงข้อมูลไม่เหมาะสมเหล่านั้นคงไม่เพียงพอ อย่าลืมว่าพวกเขาทำความเข้าใจกับเทคโนโลยีได้ไวและอาจจะเข้าใจได้มากกว่าคุณ