อินเทอร์เน็ตเป็นเครื่องมือที่สำคัญในหลายด้านไม่ว่าจะเป็นด้านกิจการงานต่างๆ ด้านการศึกษาหาความรู้ รวมถึงด้านการหาความสุขสนุกสนานก็สามารถทำได้ผ่านอินเทอร์เน็ต จากการที่อินเทอร์เน็ตช่วยอำนวยความสะดวกให้กับผู้คนทั่วโลกทำให้มีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยถึงปี พ.ศ. 2553 มีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทั่วโลกมากกว่า 1,700 ล้านคน และจีนเป็นประเทศที่มีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตมากที่สุดโดยเมื่อปี พ.ศ. 2552 จีนมีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตประมาณ 384 ล้านคน อย่างไรก็ตาม อินเทอร์เน็ตก็อาจจะเปรียบได้กับเหรียญที่มีสองด้าน คือ ด้านหนึ่งหากใช้อินเทอร์เน็ตไปในทางที่ถูกต้องเหมาะสมก็เป็นไปได้อย่างยิ่งว่าจะได้รับประโยชน์จากการใช้อินเทอร์เน็ตได้มากมายมหาศาล อีกด้านหนึ่งในทางตรงกันข้ามหากใช้ไปในทางที่ไม่ถูกต้องเหมาะสมก็อาจจะเกิดโทษโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเยาวชนและคนวัยรุ่นที่อาจจะยังมีวุฒิภาวะไม่มากพอที่จะคัดกรองและควบคุมการใช้อินเทอร์เน็ตของตนจนทำให้เป็นโรค “ติดอินเทอร์เน็ต (Internet Addiction)”

อาจกล่าวได้ว่า โรคติดอินเทอร์เน็ตเป็นโรคที่เกี่ยวกับระบบการจัดระเบียบความคิดและการควบคุมความต้องการตนเองผิดพลาด จนทำให้ไม่สามารถควบคุมตนเองให้ใช้อินเทอร์เน็ตได้อย่างเหมาะสมจนอินเทอร์เน็ตเข้าไปแทรกแซงกิจกรรมอื่นๆ ในชีวิตประจำวันมากเกินไป ซึ่งจะพบมากในกลุ่มเยาวชนและคนวัยรุ่นที่กำลังอยู่ในวัยคึกคะนองและอยากรู้อยากเห็นที่เมืองจีน ซึ่งเป็นประเทศที่มีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตมากที่สุดกำลังประสบปัญหาเด็กติดอินเทอร์เน็ตอย่างหนักโดยเมื่อปี พ.ศ. 2552 มีเยาวชนและคนวัยรุ่นติดอินเทอร์เน็ตถึง 24 ล้านคน ทั้งนี้ ผู้ที่มีอายุ 18-23 ปี เป็นกลุ่มที่ติดอินเทอร์เน็ตมากที่สุดร้อยละ 15.6 ส่วนผู้ที่มีอายุ 6-12 ปี เป็นกลุ่มที่ติดอินเทอร์เน็ตร้อยละ 8.8 สำหรับกิจกรรมที่ทำให้เยาวชนและคนวัยรุ่นชาวจีนเป็นโรคติดอินเทอร์เน็ต ปรากฏว่าอันดับที่หนึ่งคือ การเล่นเกมออนไลน์คิดเป็นร้อยละ 48 อันดับที่สอง คือ ชมการ์ตูน ภาพยนตร์ และดาวน์โหลดเพลงออนไลน์ คิดเป็นร้อยละ 23 และอันดับที่สาม คือ การสนทนาผ่านอินเทอร์เน็ตและการหาคู่ออนไลน์ คิดเป็นร้อยละ 13

โรคติดอินเทอร์เน็ตส่งผลกระทบหลายด้าน อาทิ ด้านการศึกษา ด้านการทำงาน รวมถึงด้านมนุษยสัมพันธ์กับคนรอบข้าง และด้านการเข้าสังคม เป็นต้น โดยมีผลวิจัยในประเทศอังกฤษเกี่ยวกับผลกระทบของอินเทอร์เน็ตต่อเด็กนักเรียน พบว่า นักเรียนในอังกฤษไม่มีสมาธิอยู่กับการอ่านหนังสือหรือตำราเรียนเป็นระยะเวลานานๆ ได้ ทั้งนี้ มีสาเหตุมาจากการใช้อินเทอร์เน็ตที่ส่งผลให้เด็กชอบทำอะไรต่างๆ อย่างรวดเร็ว และไม่ชอบทำอะไรอย่างอ่านหนังสือติดต่อกันเป็นเวลานาน ฉะนั้น เมื่อต้องทำสิ่งใดก็ตามที่ต้องใช้สมาธิ เด็กๆ ก็จะไม่สามารถทำได้ดี นอกจากนี้ ธรรมชาติของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตมักจะเป็นการคลิกเปิดดูหน้าเว็บอย่างรวดเร็วแทนการจดจ่อกับข้อมูลไปทีละหน้าเหมือนกับการอ่านหนังสือ ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้ส่งผลต่อพฤติกรรมในการอ่านของเด็กนักเรียนที่ทำให้ไม่สามารถจะอดทนต่อการอ่านหรือเขียนหนังสือเป็นเวลานานๆ ได้